โรคปวดศีรษะ หรืออาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ซื้อยาแก้ปวดรับประทานก็บรรเทาอาการปวด สาเหตุของปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง

อาการปวดศีรษะแบ่งออกเป็นสองชนิดได้แก่

Primary headaches

เป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดศีรษะเกิดจากความผิดปกติของสมองที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ ได้แก่

อาการปวดศีรษะ Tension-type headaches

หรือที่เรียกว่าปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดศีรษะจะปวดเหมือนมีเข็มขัดรัดรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดมักจะอยู่บริเวณหน้าผาก แต่ก็ปวดร้าวมาบริเวณขมับทั้งสองข้างอาการปวดจออยู่ได้หลายวัน มักจะพบร่วมกับอาการอ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท สามารถทำงานได้ อาการปวดจะเป็นมากตอนสายำของวัน ตื่นเช้ามาอาการปวดจะเป็นน้อย เมื่อออกกำลังกายหรือจามไม่ทำให้อาการปวดศีรษะกำเริบ

อาการปวดศีรษะนี้เกิดจากกล้ามเนื้อด้านหลังของคอ และกล้ามเนื้อรอบศีรษะมีการหดเกร็ง ส่วนเหตุที่ทำให้เกิดการหดเกร็งได้แก่ ความเครียด อ่อนเพลีย ความวิตกกังวล การทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางท่านอาจจะเกิดจากการดื่มสุรา หรือกาแฟมากไป

การดูแล ส่วนใหญ่ยาแก้ปวดธรรมดาก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การดื่มกาแฟให้ลดลง และดื่มน้ำให้มากขึ้น รับประทานน้ำตาลให้ลดลง อย่านอนหนุนหมอนสูงเกินไป(มากกว่า 2 ใบ) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย

ปวดศีรษะ ไมเกรน Migraines

ลักษณะที่สำคัญของปวดศีรษะไมเกรนคือปวดศีรษะข้างเดียว ปวดแบบตุ๊บๆ อาการปวดศีรษะอาจจะเป็นต่อเนื่อง 3 วัน หากมีการเครื่องไหวหรือเสียงดังจะทำให้ปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้น ประมาณ1ใน3ของผู้ป่วยจะมีอาการเตือนที่เรียกว่า aura ซึ่งเห็นแสงสว่างลักษณะซิกแซก มักจะเป็นกับตาข้างเดียว บางคนอาจจะตามองไม่เห็น หรือชาข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด ปัจจัยที่กระตุ้นให้ไมเกรนกำเริมคือ ความเครียด หิว อาหารพวกช็อคโกแลต ไวน์แดง อ่อนเพลีย การขาดน้ำ

การดูแล ผู้ป่วยควรจะอยู่ในห้องมืด เงียบเพื่อนอนพัก ดื่มน้ำ และยาแก้ปวด หากไม่มากก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาอื่น

ปวดศีรษะ Cluster headaches

จะมีอาการปวดศีรษะข้างเดียวอาการปวดอาจจะเป็นทั้งวันหรือตลอดทั้งสัปดาห์ อาการจะเป็นๆหายๆ อาการอาจจะหายไปหลายเดือน มักจะเกิดกับผู้ชายที่สูบบุหรี่ นอกจากอาการปวดศีรษะแล้วอาจจะมีอาการตาแดง น้ำมูกและน้ำตาไหลข้างเดียวกับที่ปวดศีรษะ

 

ปวดศีรษะแบบ ถูกแทง

อาการปวดศีรษะนี้ไม่ทราบสาเหตุจะมีอาการปวดศีรษะเหมือนถูกของมีคมแทง ปวดแต่ละครั้งจะนาน 5-30 วินาที ปวดทั้งกลางวันและกลางคืน ตำแหน่งที่ปวดมักจะเกิดบริเวณหลังหู มักจะพบร่วมกับคนที่ปวดศีรษะไมเกรน มักจะหายก่อนที่จะรับประทานยา

อาการปวดศีรษะ Trigeminal neuralgia

อาการปวดศีรษะเนื่องจากปลายประสาทสมองคู่ที่ห้าอักเสบ ตำแหน่งที่ปวดคือ ใบหน้าบริเวณ ตา จมูก หนังศีรษะ หรือริมฝีปาก ลักษณปวดแสบร้อน

ลักษณะอาการปวด

Migrain

Cluster

Tension-type

ตำแหน่งที่ปวด

ปวดข้างใดข้างหนึ่งหรือ 2 ข้าง

ปวดข้างใดข้างหนึ่ง

ปวดทั้ง 2 ข้าง

ระยะเวลาที่ปวด

4-72 ชม.

30-90 นาที

2ชม.-วัน

ความรุนแรง

ปานกลางถึงมาก

รุนแรงมาก

ปวดไม่มาก

ลักษณะปวด

ปวดตุ๊บๆ

ปวดแสบๆ ปวดเหมือนมีดแทง

ปวดตึงๆ

อาการคลื่นไส้ อาเจียน

มีได้

ไม่มี

ไม่มี

ตาแดง น้ำตาไหล น้ำมูกไหล

อาจมีได้

มี

ไม่มี

ปวดศีรษะนอกจากนั้นยังพบอาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุอื่นๆเช่น

อาการปวดศีรษะที่เกิดจากสาเหตุกระดูกและกล้ามเนื้อต้นคอ ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกต้นคอเช่นกระดูกอักเสบ ข้อเสื่อม หมอนกระดูกทับเส้นประสาท หรือเกิดจากกล้ามเนื้อต้นคอมีอาการเกร็งเนื่องจากการที่อยู่ผิดท่าเป็นเวลานานๆ

อาการปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ น้ำมูกไหลมักจะปวดรอบตา แก้มหรือบริเวณหน้าผาก เช้าๆตื่นมาไม่ปวดมาก สายๆจะปวดมากขึ้นเวลาเคลื่อนไหวศีรษะจะปวดมากขึ้น

อาการปวดศีรษะจากขากรรไกร ผู้ที่นอนกัดฟันกลางคืนหรือเคี้ยวอาหารที่เหนียวๆจะมีอาการปวด การวินิจฉัยทำได้โดยให้เคี้ยวจะทำให้ปวดศีรษะเพิ่มขึ้น

ปวดศีรษะจากต้อหินGlaucoma ผู้ที่มีความดันตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และเป็นภาวะเร่งด่วนที่จะต้องรีบให้การรักษา ผู้ป่วยจะปวดศีรษะบริเวณหน้าผาก ตาแดง เห็นแสงเป็นวง

เนื้องอกสมอง ผู้ที่ปวดศีรษะจากเนื้องอกสมองมักจะมีอาการอ่อนแรงหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกและความจำ อาเจียน ชัก

อาการปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้ปวดศีรษะ โปรดจำไว้ว่าคนที่มีความดันโลหิตสูงจะไม่ปวดศีรษะเลยก็ได้

ปวดศีรษะจากเส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยปวดศีรษะทันทีและปวดมากและซึมลง อ่อนแรงแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง

อาการปวดศีรษะที่มาจากสาเหตูนอกสมอง

อาการปวดศีรษะเนื่องจากยา หรือสารเคมี

เช่น

  • ก๊าซ Carbon monoxide ซึ่งเกิดจากเครื่องทำความร้อนหรือในรถยนต์ที่การถ่ายเทอากาศไม่ดี
  • การดื่มสุรามากไป
  • ร่างกายขาดน้ำ

อาการปวดศีรธมาจากสาเหตุนอกศีรษะ เช่น

อาการปวดศีรษะเนื่องจากการออกกำลังกาย หรือมีเพศสัมพันธ์

หลังออกกำลังกายอย่างหนักเช่น การวิ่ง การมีเพศสัมพันธ์ การไอ การเบ่งถ่ายอุจาระอาจจะกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรนอยู่ก่อน อาการปวดจะปวดด้านหลังศีรษะ และหายไปในเวลา 20นาที กลุ่มปวดศีรษะเหล่านี้มักจะไม่มีอาการอื่นๆ

อาการปวดศีรษะขณะออกกำลังกายชนิดไม่ร้ายแรง (Benign exertional headache)

พบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิง และมักพบบ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น อาการปวดศีรษะมักจะเกิดขึ้นทันที และรุนแรงตั้งแต่แรก ลักษณะอาการปวดเหมือนมีอะไรมาแทงในศีรษะ หรือปวดตุ๊บ ๆ มักจะปวดทั่ว ๆ ไปทั้งศีรษะ หรืออาจเป็นเฉพาะที่ท้ายทอย หรือส่วนหน้าของศีรษะ มักปวดเท่า ๆ กันทั้ง 2 ข้าง อาการปวดจะคงอยู่หลายนาที บางครั้งแม้จะหยุดออกกำลังกาย ก็ยังปวดอยู่ ยังม่ทราบกลไกชัดเจนของอาการปวดชนิดนี้ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติของระบบประสาท การรับประทานยาแก้ปวดมักทำให้อาการดีขึ้น

อาการปวดศีรษะขณะออกกำลังแบบไมเกรน (Effort migraine)

อาการปวดศีรษะชนิดนี้มักเป็นบริเวณหลังลูกตาข้างใดข้างหนึ่ง โดยมีลักษณะปวดตุ๊บ ๆ รุนแรง อาจตรวจพบลานสายตาผิดปกติทันทีหลังออกกำลังร่วมด้วย พบบ่อยในนักกีฬาที่ไม่ค่อยฟิต เมื่อแข่งขันในที่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก ๆ ได้รับสารน้ำไม่เพียงพอ หรือออกกำลังกายในที่ที่ร้อนเกินไป จากการตรวจร่างกายมักไม่พบความผิดปกติของระบบประสาทอื่น ๆ นอกจากความผิดปกติของลานสายตาดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไปอาการปวดศีรษะชนิดนี้จะไม่ร้ายแรง และมักจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ถ้านักกีฬาคนนั้นมีความฟิตมากขึ้น และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

อาการปวดศีรษะที่ถูกทำให้รุนแรงขึ้นด้วยการออกกำลังกาย

หมายถึง บุคคลนั้นมีอาการปวดศีรษะเดิมอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม และเมื่อออกกำลังกายก็จะทำให้อาการปวดศีรษะเดิมนั้นเป็นมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์จะต้องซักประวัติเพื่อแยกออกจากอาการปวดศีรษะว่าเกิดจากอะไร อาจเป็นอาการปวดศีรษะก่อนมีประจำเดือน หรืออาการปวดศีรษะแบบไมเกรนชนิดอื่น ๆ แต่ในบางคน การออกกำลังกายกลับช่วยลดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนบางอย่างได้ด้วย จึงอาจนำไปใช้รักษาได้

อาการปวดท้ายทอยจากการออกกำลังกาย ในผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

อาการปวดจะเหมือนกับอาการปวดศีรษะชนิดไม่ร้ายแรง แต่มักจะปวดบริเวณท้ายทอย และบางครั้งมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ยิ่งออกแรงมาก หรือเคลื่อนไหวคอมากขึ้น ก็ยิ่งปวดมากขึ้น อาการปวดอาจคงอยู่หลายชั่วโมงหลังจากหยุดออกกำลังกายแล้ว การตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติของระบบประสาท การป้องกันทำได้โดยการประคองบริเวณกล้ามเนื้อคอ และรับประทานยาแก้ปวด

อาการปวดศีรษะเนื่องจากอุปกรณ์กดรัด (Pressure headache)

  • เช่น ในนักกีฬาว่ายน้ำที่ต้องสวมแว่นตาว่ายน้ำ หรือในนักกีฬายกน้ำหนัก ซึ่งอาจมีการกดของรากประสาทไขสันหลังบริเวณคอเกิดขึ้น (Weight Lifter’s Headache) จากกระดูกคอเสื่อม เคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกคอปลิ้น การป้องกันและรักษาก็ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ รวมทั้งเทคนิคการฝึก

ปวดศีรษะจากเลือดออกในสมอง

เลือดออกในสมองเป็นภาวะที่รุนแรง เกิดจากเส้นเลือดในสมองแตก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะทันทีและรุนแรง มีอาการอาเจียน ไม่สามารถก้มหน้าได้(คอแข็ง) หากรุนแรงอาจจะหมดสติ เลือดออกในสมอง

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อของสมอง

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบ ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัส แบทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อปาราซิต อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมาก อาเจียน แพ้แสงจ้าๆ คอแข็ง และมีไข้สูง หากมีอาการดังกล่าวต้องพบแพทย์โดยเร่งด่วน

หลอดเลือดแดงอักเสบ Giant cell arteritis (temporal arteritis)

มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดบริเวณขมับ อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหน้าผาก เวลาหวีผม หรือเวลาเคี้ยวจะปวดศีรษะ หรือกดบริเวณหลอดเลือดจะปวด หากรักษาช้าอาจจะทำให้ตาบอด การรักษาให้ยา prednisolone

เนื้องอกสมอง Brain tumours

เนื้องอกสมองจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเป็นมากเวลาเดินในตอนเช้า ปวดมากเวลายืนขึ้น อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาไอหรือจามจะปวดศีรษะเพิ่มขึ้น

ปวดหัวแบบไหนที่จะต้องพบแพทย์

ปวดศีรษะทั่วไปมักจะหายได้เอง แพทย์มักจะซักประวัติอาการปวดศีรษะซึ่งอันตรายและรุนแรง อาการดังกล่าวได้แก่

  • ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมามีประวัติได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะอย่างรุนแรงหรือไม่
  • อาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้นเมื่อมีไข้ หรือมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่
  • อาการปวดศีรษะเป็นแบบทันทีหรือไม่
  • มีปัญหาเรื่องการพูดหรือการสื่อสารหรือไม่
  • มีปัญหาเรื่องการทรงตัวหรือไม่
  • มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ หรือมีการเปลี่ยบนแปลงพฤติกรรมหรือไม่
  • มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการซึมหรือไม่
  • อาการปวดศีรษะเป็นมากเมื่อไอ หรือจาม หรือเบ่งอุจาระหรือไม่
  • อาการปวดศีรษะเป็นมากเมื่อมีการเปลี่ยนท่าหรือไม่เช่นท่านั่ง หรือยืน
  • อาการปวดศีรษะร่วมกับปวดตา ตาแดงหรือไม่
  • อาการปวดศีรษะรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีอาการอาเจียนร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • มีโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำหรือไม่ เช่น โรคเอดส์ ผู้ที่ใช้ยา steroid เป็นประจำ
  • เป็นมะเร็งหรือไม่
  • จัดการเรื่องความเครียด
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ความสนใจเกี่ยวกับท่าทางเวลายืนเดิน หรือนั่ง
  • นอนหนุนหมอนไม่เกิน 2 ใบ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ